บริหารร้านค้าอัปเดต 24 มีนาคม 2026

บัญชีร้านค้าที่รับ PromptPay จัดการอย่างไรให้ถูกต้องตามกฎหมาย

PromptPay กลายเป็นช่องทางรับชำระเงินหลักของร้านค้าไทยไปแล้ว แต่เจ้าของร้านจำนวนมากยังไม่รู้ว่าการรับเงินผ่าน PromptPay มีเรื่องบัญชีและภาษีที่ต้องจัดการให้ถูกต้อง บทความนี้จะอธิบายทุกขั้นตอนตั้งแต่แยกบัญชี บันทึกรายรับ ไปจนถึงเตรียมข้อมูลยื่นภาษี

บัญชีร้านค้าที่รับ PromptPay จัดการให้ถูกต้อง

ทำไมร้านค้าต้องจัดการบัญชีให้ถูกต้อง

ร้านค้าจำนวนมากในประเทศไทยเริ่มต้นจากการขายของออนไลน์หรือเปิดหน้าร้านเล็กๆ โดยรับชำระผ่าน PromptPay เป็นหลัก เพราะสะดวก ไม่ต้องมีเครื่องรูดบัตร แต่ความสะดวกนี้ทำให้หลายคนมองข้ามเรื่องการจัดการบัญชีไป คิดว่าแค่ขายของได้กำไรก็พอ ไม่จำเป็นต้องบันทึกอะไร ซึ่งเป็นความเข้าใจที่อาจนำไปสู่ปัญหาร้ายแรงในอนาคต

ความเสี่ยงด้านภาษี ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร สถาบันการเงินมีหน้าที่ส่งข้อมูลธุรกรรมให้กรมสรรพากร หากบัญชีของคุณมียอดฝากหรือรับโอนรวมกันเกิน 3,000 ครั้งต่อปี หรือมียอดฝากรวมเกิน 400 ครั้งและจำนวนเงินรวมเกิน 2 ล้านบาทต่อปี ธนาคารจะรายงานให้สรรพากรทราบโดยอัตโนมัติ หากคุณไม่ได้ยื่นภาษีหรือยื่นไม่ตรงกับข้อมูลที่สรรพากรได้รับ อาจถูกเรียกตรวจสอบย้อนหลังได้ถึง 5 ปี พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

ความเสี่ยงด้านการเงิน ร้านค้าที่ไม่แยกบัญชีส่วนตัวกับบัญชีร้าน มักไม่รู้ว่ากำไรจริงเท่าไร เพราะเงินส่วนตัวกับเงินร้านปะปนกัน วันหนึ่งอาจพบว่าเงินในบัญชีหมด ทั้งที่ยอดขายดี เพราะถอนเงินไปใช้ส่วนตัวโดยไม่รู้ตัว สถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยกับร้านค้าขนาดเล็กที่ไม่มีระบบบัญชี

ความเสี่ยงด้านกฎหมาย หากร้านค้ามีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีแต่ไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ถือว่าผิดกฎหมาย มีโทษทั้งปรับและจ่ายภาษีย้อนหลัง นอกจากนี้ การไม่ออกใบเสร็จรับเงินเมื่อลูกค้าร้องขอก็เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายเช่นกัน

ความน่าเชื่อถือทางธุรกิจ ร้านค้าที่มีบัญชีชัดเจนสามารถขอสินเชื่อจากธนาคาร ขอเช่าพื้นที่ห้างสรรพสินค้า หรือเข้าร่วมโครงการส่งเสริมจากภาครัฐได้ง่ายกว่า เพราะมีหลักฐานรายได้และค่าใช้จ่ายที่ตรวจสอบได้ การจัดการบัญชีให้ดีจึงไม่ใช่แค่เรื่องภาษี แต่เป็นรากฐานของการเติบโตทางธุรกิจในระยะยาว

แยกบัญชีส่วนตัวกับบัญชีร้านค้า

ขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุดในการจัดการบัญชีร้านค้าคือการแยกบัญชีธนาคารสำหรับรับเงินร้านออกจากบัญชีส่วนตัว ฟังดูง่ายแต่ร้านค้าจำนวนมากไม่ได้ทำ เพราะคิดว่ายุ่งยากหรือไม่จำเป็น ความจริงคือการเปิดบัญชีใหม่อีกบัญชีหนึ่งไม่ได้ยากเลย และประโยชน์ที่ได้รับมหาศาลเมื่อเทียบกับความพยายามที่ใช้

วิธีทำ เปิดบัญชีออมทรัพย์ใหม่อีกบัญชีหนึ่งในชื่อของคุณเอง (หากยังไม่ได้จดทะเบียนนิติบุคคล) สมัคร PromptPay ด้วยหมายเลขโทรศัพท์กับบัญชีนี้ แล้วใช้ QR Code ของบัญชีนี้รับเงินจากลูกค้าเท่านั้น ห้ามใช้บัญชีนี้จ่ายค่าใช้จ่ายส่วนตัว เช่น ค่าอาหาร ค่าเสื้อผ้า หรือค่าบันเทิง ให้ใช้เฉพาะรายจ่ายที่เกี่ยวกับร้านเท่านั้น เช่น ค่าวัตถุดิบ ค่าบรรจุภัณฑ์ ค่าส่งของ

เงินเดือนเจ้าของร้าน กำหนดจำนวนเงินที่จะโอนจากบัญชีร้านไปบัญชีส่วนตัวเป็นประจำทุกเดือน เปรียบเสมือนจ่ายเงินเดือนให้ตัวเอง จำนวนเงินนี้ควรคงที่หรือมีเกณฑ์ชัดเจน เช่น โอนทุกวันที่ 1 และ 15 ของเดือน เดือนละ 20,000 บาท วิธีนี้ช่วยให้รู้ว่าร้านทำกำไรจริงเท่าไรหลังหักค่าใช้จ่ายทุกอย่างรวมถึงเงินเดือนเจ้าของ

ข้อดีของการแยกบัญชี เมื่อบัญชีร้านแยกจากบัญชีส่วนตัว การดู Statement ธนาคารก็เท่ากับดูรายรับรายจ่ายของร้านได้ทันที ไม่ต้องนั่งกรองว่ารายการไหนเป็นของร้าน รายการไหนเป็นของส่วนตัว การกระทบบัญชีทำได้เร็วขึ้นหลายเท่า และเมื่อถึงเวลายื่นภาษี ข้อมูลที่ต้องใช้ก็อยู่ในบัญชีเดียวหมด

สำหรับร้านค้าที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล (บริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วน) การเปิดบัญชีในนามนิติบุคคลเป็นสิ่งที่ต้องทำอยู่แล้ว แต่สำหรับบุคคลธรรมดาที่ขายของออนไลน์ การเปิดบัญชีแยกอีกบัญชีเป็นสิ่งที่แนะนำอย่างยิ่ง แม้ไม่ได้บังคับตามกฎหมาย แต่จะทำให้ชีวิตการทำบัญชีง่ายขึ้นมาก

วิธีบันทึกรายรับจาก PromptPay

เมื่อแยกบัญชีเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการบันทึกรายรับรายจ่ายอย่างสม่ำเสมอ การบันทึกรายรับจาก PromptPay มีความพิเศษกว่าเงินสดตรงที่มีหลักฐานดิจิทัลทุกรายการ ทำให้การบันทึกทำได้แม่นยำกว่า แต่ก็ต้องมีระบบที่ดีในการจัดเก็บข้อมูลเหล่านี้

ข้อมูลที่ต้องบันทึกทุกรายการ สำหรับรายรับแต่ละรายการ ควรบันทึกข้อมูลอย่างน้อย 5 อย่าง ได้แก่ วันที่และเวลาที่รับเงิน จำนวนเงินที่รับ ช่องทางการรับ (PromptPay, เงินสด, โอนธนาคาร) ชื่อหรือรหัสลูกค้า (ถ้ามี) และหมายเลข Reference หรือ Transaction ID ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นหลักฐานสำคัญเมื่อต้องกระทบบัญชีกับ Statement ธนาคาร

รูปแบบการบันทึกที่ดี ไม่ว่าจะใช้เครื่องมืออะไรในการบันทึก ควรมีรูปแบบที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ตัวอย่างเช่น ทำตารางใน Excel หรือ Google Sheets ที่มีคอลัมน์ชัดเจน ได้แก่ วันที่ เวลา จำนวนเงิน ช่องทาง ชื่อลูกค้า เลข Reference และหมายเหตุ บันทึกทุกรายการให้ครบทุกวัน อย่ารอสะสมหลายวันแล้วค่อยบันทึกทีเดียว เพราะจะลืมรายละเอียดและเสี่ยงต่อการตกหล่น

การบันทึกรายจ่าย นอกจากรายรับ การบันทึกรายจ่ายก็สำคัญไม่แพ้กัน รายจ่ายของร้านค้าแบ่งได้เป็นรายจ่ายคงที่ เช่น ค่าเช่า ค่าน้ำไฟ ค่าจ้างพนักงาน และรายจ่ายผันแปร เช่น ค่าวัตถุดิบ ค่าบรรจุภัณฑ์ ค่าขนส่ง ทุกรายจ่ายควรเก็บใบเสร็จหรือหลักฐานการจ่ายเงินไว้ เพราะสามารถนำไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีได้

การกระทบบัญชีรายวัน เมื่อสิ้นวัน ให้นำยอดรวมที่บันทึกไว้มาเทียบกับยอดเงินเข้าในบัญชีธนาคาร ตัวเลขทั้งสองต้องตรงกัน หากไม่ตรงต้องหาสาเหตุทันที อาจเป็นเพราะบันทึกตกหล่น มีเงินเข้าที่ไม่ใช่รายรับจากร้าน หรือมีธุรกรรมที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน การกระทบบัญชีรายวันอาจฟังดูยุ่งยาก แต่หากใช้ระบบอัตโนมัติช่วย เช่น Dashboard ที่สรุปยอดให้ real-time จะทำได้เร็วมากโดยแทบไม่ต้องใช้เวลาเพิ่ม

เตรียมข้อมูลสำหรับยื่นภาษี

สำหรับร้านค้าที่ดำเนินกิจการในรูปแบบบุคคลธรรมดา ภาษีที่ต้องยื่นหลักๆ คือภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยรายได้จากร้านค้าจัดอยู่ในเงินได้ประเภทที่ 8 (มาตรา 40(8)) ซึ่งสามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายได้ 2 แบบ คือหักตามจริง (ต้องมีหลักฐาน) หรือหักแบบเหมา 60% ของรายได้ การเลือกวิธีที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับว่าค่าใช้จ่ายจริงของร้านมากกว่าหรือน้อยกว่า 60% ของรายได้

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.94 (ครึ่งปี) ภายในเดือนกันยายน และ ภ.ง.ด.90 (ประจำปี) ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป ข้อมูลที่ต้องเตรียมคือยอดรายได้รวมทั้งปีและค่าใช้จ่ายรวมทั้งปี หากเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริงต้องมีเอกสารประกอบทุกรายการ เช่น ใบเสร็จค่าวัตถุดิบ ใบเสร็จค่าเช่า สัญญาจ้างพนักงาน

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) หากร้านค้ามีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT และยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ข้อมูลที่ต้องเตรียมคือยอดขายและยอดซื้อในแต่ละเดือน พร้อมใบกำกับภาษีที่ออกให้ลูกค้าและใบกำกับภาษีที่ได้รับจากผู้ขายวัตถุดิบ ภาษีซื้อสามารถนำมาหักจากภาษีขายได้ ส่วนต่างที่เหลือคือจำนวนที่ต้องนำส่ง

ข้อมูลที่ควรจัดเตรียมตลอดปี อย่ารอจนถึงช่วงยื่นภาษีแล้วค่อยรวบรวมข้อมูล เพราะจะยุ่งยากมากและเสี่ยงต่อการตกหล่น ข้อมูลที่ควรจัดเก็บเป็นระเบียบตลอดทั้งปีได้แก่ สรุปรายรับรายจ่ายรายเดือน ใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีทุกฉบับ Statement ธนาคาร สัญญาเช่าหรือสัญญาจ้าง และบิลค่าน้ำค่าไฟ การจัดเก็บเอกสารเหล่านี้เป็นระบบตั้งแต่ต้นปีจะทำให้การยื่นภาษีเป็นเรื่องง่ายมาก

กรณีจดทะเบียนนิติบุคคล หากร้านค้าจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วน ภาษีที่ต้องยื่นจะแตกต่างออกไป ต้องยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลแทน และต้องจัดทำงบการเงินโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาตทุกปี ค่าใช้จ่ายในการทำบัญชีจะสูงกว่าบุคคลธรรมดา แต่ข้อดีคืออัตราภาษีอาจต่ำกว่า โดยเฉพาะสำหรับ SME ที่มีกำไรไม่เกิน 3 ล้านบาท ซึ่งได้อัตราภาษีพิเศษ

ใช้ Dashboard สรุปยอดช่วยทำบัญชี

การบันทึกรายรับรายจ่ายด้วยมือทุกวันเป็นเรื่องที่ต้องมีวินัยสูง และเป็นจุดที่ร้านค้าหลายแห่งล้มเลิกไปกลางทาง เพราะยุ่งยากเกินไปเมื่อต้องทำพร้อมกับงานอื่นๆ ของร้าน Dashboard ที่สรุปยอดรับเงินอัตโนมัติจึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยลดภาระนี้ได้อย่างมาก

SlipPulse Dashboard สรุปยอดให้อัตโนมัติ เมื่อร้านค้าใช้ SlipPulse ตรวจสลิป PromptPay ทุก Transaction ที่ผ่านการยืนยันจะถูกบันทึกเข้าระบบโดยอัตโนมัติ Dashboard แสดงยอดรับเงินรายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือน พร้อมจำนวนธุรกรรมและยอดเฉลี่ยต่อรายการ ข้อมูลเหล่านี้คือข้อมูลรายรับที่ต้องใช้ในการทำบัญชีนั่นเอง

Export CSV สำหรับทำบัญชี SlipPulse รองรับการส่งออกข้อมูล Transaction เป็นไฟล์ CSV ที่เปิดใน Excel หรือ Google Sheets ได้ทันที ไฟล์ CSV นี้ประกอบด้วยวันที่ เวลา จำนวนเงิน สถานะการยืนยัน และหมายเลข Reference ทำให้สามารถนำไปกระทบบัญชีกับ Statement ธนาคารได้โดยตรง หรือนำเข้าโปรแกรมบัญชีอย่าง PEAK หรือ FlowAccount ได้เลย

ประโยชน์เมื่อถึงเวลายื่นภาษี เมื่อถึงช่วงยื่นภาษี แทนที่จะต้องนั่งรวบรวมข้อมูลจาก Statement ธนาคาร 12 เดือนย้อนหลัง ก็แค่ Export ข้อมูลจาก SlipPulse ทั้งปีออกมา จะได้ยอดรายรับรวมที่ถูกต้องและตรวจสอบได้ทันที ข้อมูลเหล่านี้มีการบันทึกเวลาและจำนวนเงินที่ตรงกับ Statement ธนาคาร เพราะผ่านการยืนยันกับธนาคารแล้ว

ลดความเสี่ยงจากการบันทึกผิดพลาด เนื่องจากข้อมูลใน Dashboard มาจากระบบตรวจสลิปอัตโนมัติ จึงไม่มีการบันทึกผิดพลาดจากคน ยอดที่แสดงตรงกับเงินที่เข้าบัญชีจริง ไม่มีสลิปปลอมหรือสลิปซ้ำปะปนเข้ามา ทำให้ข้อมูลทางบัญชีมีความน่าเชื่อถือสูง สามารถใช้เป็นหลักฐานประกอบการยื่นภาษีได้อย่างมั่นใจ ร้านค้าที่ใช้ SlipPulse จึงเปลี่ยนจากการทำบัญชีที่ยุ่งยากให้กลายเป็นเรื่องง่ายที่ระบบช่วยจัดการให้เกือบทั้งหมด

บทความที่เกี่ยวข้อง

คำถามที่พบบ่อย

ร้านค้าเล็กต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไหม

ร้านค้าที่มีรายได้จากการขายสินค้าหรือบริการรวมกันเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ตามกฎหมาย หากรายได้ยังไม่ถึงเกณฑ์ ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียน VAT แต่ยังคงต้องยื่นภาษีเงินได้ตามปกติ ทั้งนี้การจดทะเบียน VAT โดยสมัครใจก็สามารถทำได้หากต้องการออกใบกำกับภาษีให้ลูกค้า

รายได้จาก PromptPay ต้องเสียภาษีไหม

รายได้ทุกช่องทางรวมถึง PromptPay ต้องนำมาคำนวณเพื่อยื่นภาษีเงินได้ประจำปี ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล เงินที่รับผ่าน PromptPay ถือเป็นรายได้จากการประกอบกิจการเช่นเดียวกับเงินสดหรือการโอนผ่านช่องทางอื่น สรรพากรสามารถตรวจสอบข้อมูลธุรกรรมจากธนาคารได้หากมียอดเกินเกณฑ์ที่กำหนด

ควรใช้โปรแกรมบัญชีอะไร

สำหรับร้านค้าขนาดเล็กสามารถเริ่มต้นด้วย Excel หรือ Google Sheets ก่อนได้ หากธุรกิจเติบโตขึ้นอาจพิจารณาใช้โปรแกรมบัญชีอย่าง PEAK, FlowAccount หรือ Leceipt ที่รองรับการออกใบเสร็จและยื่นภาษีออนไลน์ได้ สิ่งสำคัญคือต้องบันทึกข้อมูลสม่ำเสมอทุกวัน ไม่ว่าจะใช้เครื่องมืออะไรก็ตาม

Export ข้อมูลจาก SlipPulse ไปทำบัญชีได้ไหม

ได้ SlipPulse รองรับการส่งออกข้อมูล Transaction เป็นไฟล์ CSV ที่สามารถเปิดใน Excel หรือ Google Sheets ได้ทันที ข้อมูลที่ส่งออกประกอบด้วยวันที่ เวลา จำนวนเงิน และสถานะการยืนยัน ทำให้นำไปกระทบบัญชีหรือนำเข้าโปรแกรมบัญชีได้โดยตรง

ร้านค้าที่ไม่จัดการบัญชีมีความเสี่ยงอะไร

ความเสี่ยงมีหลายด้าน ตั้งแต่การถูกสรรพากรเรียกตรวจสอบและเสียเบี้ยปรับเงินเพิ่มจากการยื่นภาษีไม่ถูกต้อง ไม่สามารถกู้เงินจากสถาบันการเงินได้เพราะไม่มีหลักฐานรายได้ชัดเจน ไปจนถึงปัญหาเรื่องกระแสเงินสดที่ไม่รู้ว่ากำไรจริงเท่าไร อาจถอนเงินไปใช้เกินจนธุรกิจขาดสภาพคล่องโดยไม่รู้ตัว

สรุปยอดรับเงินอัตโนมัติด้วย SlipPulse

Export ข้อมูล Transaction เป็น CSV ทำบัญชีได้ง่าย ไม่ต้องนับสลิปทีละใบ

เริ่มใช้งานฟรี